" In the summertime when the weather is hot
You can stretch right up and touch the sky
When the weather's fine
You got women, you got women on your mind
Have a drink, have a drive
Go out and see what you can find
"

Mungo Jerry 1970

_________________________________

PHOTOGRAPHY: NUCHA JAITIP
STYLE: DOME SONGPRAKON
MODEL: JEFF CHENEY FROM AREA MANAGEMENT

NECKLACE FROM EVERYTHING UNDER THE SUN
SHORTS BY STUSSY FROM CARNIVAL

SURF SHIRT BY QUIKSILVER
DENIM PANTS AND BOOTS BY BALENCIAGA FROM WILD ICONIC

HAT BY QUICKSILVER
SHIRT & PANTS BY STUSSY FROM CARNIVAL
SNEAKERS BY NIKE


SHIRT & PANTS BY STUSSY FROM CARNIVAL
NECKLACE FROM EVERYTHING UNDER THE SUN

 

HOODIE BY LOUIS VUITTON BY VIRGIL ABLOH FROM WILD ICONIC

HAT BY FAMOSA ANDINA
JACKET COAT & PANTS BY YOHJI YAMAMOTO

 

_________________________________

 SPECIAL THANKS : CARNIVAL / SIAM SQUARE SOI 1 , EVERYTHING UNDER THE SUN / PHA ATHIT ROAD IG: EVERYTHINGUNDERTHESUN_TH , FAMOSA ANDINA / IG : FAMOSA_ANDINA , QUICKSILVER  , WILD ICONIC / 2ND FLOOR LIDO IG : WILDICONIC 

 

ก่อนเก็บกระเป๋าไปนั่งโง่ๆ ที่ทะเล
เชิญแวะมาเติมความรู้เรื่องของ BEACH เท่ๆ กับเราก่อน!!!

หากจะให้ย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของ 'Beach Culture' โดยเฉพาะเรื่องของการ Surf อาจจะต้องย้อนเวลากลับไปไกลจนถึงช่วงนักสำรวจได้เดินทางไปค้นพบดินแดนที่ชื่อฮาวายเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 18 และได้มีการค้นพบกีฬาเซิร์ฟบนเกาะแห่งนั้น ซึ่งใช้เวลาถึงร้อยกว่าปีถัดมา ที่ชาวอเมริกันได้เริ่มรู้จักกับกีฬานี้จากชนพื้นเมืองฮาวาย และได้กลายเป็นหนึ่งใน subculture ที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมของชาวอเมริกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะแถบ California ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพลง, แฟชั่น, ศิลปะ หรือแม้กระทั่ง attitude หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตของชาวเมือง

1960s

หลังจากที่ชาวอเมริกันได้รู้จักกับกีฬาเซิร์ฟจนกลายเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่วัยรุ่น กระแสของ surf culture ก็ดังมากจนทำให้ Hollywood ได้ตัดสินใจสร้างภาพยนตร์แนวใหม่ขึ้นมาโดยเรียกว่า “beach movies” ซึ่งเซเลบริตี้ที่ถือว่าเป็นไอคอนของยุคนั้นเลยก็คือ “Elvis Presley” จากภาพยนตร์เรื่อง “Blue Hawaii” (1961) นอกจากนี้ยังมี beach movies อีกหลายเรื่องที่ทำให้เราติดภาพของสาวผมบลอนด์เดินบนชายหาด และเหล่านักเซิร์ฟนุ่งกางเกงสั้นสีสันสดใสเดินขึ้นมาจากทะเลพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ในยุคนั้นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดสำหรับ surf culture และทำให้วัยรุ่นหลายคน หันมาเล่นกีฬานี้มากขึ้นก็คือสารคดีที่มีชื่อว่า “Endless Summer” (1966) ซึ่งถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เกิดการออกทริปเพื่อไปเล่นเซิร์ฟอย่างแพร่หลาย

ภาพโปสเตอร์และอีกหนึ่ง Iconic look ของ Elvis Presley จากเรื่อง Blue Hawaii

Bruce Brown (คนที่ 2 จากซ้าย) ผู้สร้าง Endless Summer และทีมงาน กับรถ “Tour Bus” ของพวกเขาในปี 1966

วัฒนธรรมของการออกทริปเล่นเซิร์ฟ ส่งผลให้โฆษณารถยนตร์ในช่วงยุค 60s - 70s มีเซิร์ฟบอร์ดเป็นส่วนประกอบในการทำการตลาด และโฆษณา

 

______________________________________

1970s

ในช่วงรุ่งเรืองของกีฬา Surf มีกลุ่มนักเซิร์ฟกลุ่มหนึ่งใน Venice Beach, California ได้สร้าง subculture ของ skateboard ขึ้นมา พวกเขาเรียกตนเองว่า The Z-Boys หรือเราอาจจะคุ้นเคยกลุ่มคนนี้จากภาพยนตร์เรื่อง “Lords of Dogtown” (2005) พวกเขาสร้างทีมสเก็ตบอร์ดขึ้น โดยแยกจากทีมเซิร์ฟ และโด่งดังมากในช่วงยุค 70s ซึ่งถือว่า The Z-Boys คือ 1 ในตำนานของวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ด โดยการเป็นต้นแบบทั้งในเรื่องของทริค, สกิล และแฟชั่น ซึ่งเป็นการผสมผสานของ surf culture และ skateboard เข้าด้วยกัน ซึ่งไอคอนฝ่ายหญิงในยุคนั้นอย่าง Farrah Fawcett Charlie’s Angels ยุคแรก ก็ยังมีภาพถ่ายบนสเก็ตบอร์ดด้วยเช่นกัน

Zephyr surf team พร้อม Jeff Ho (คนขวาสุด) ผู้ร่วมก่อตั้งทีม

ภาพถ่ายของ Venice Beach Youth Culture โดย Hugh Holland

โปสเตอร์ Farrah Fawcett ที่อยู่บนผนังห้องนอนของวัยรุ่นยุค 70s เกือบทุกห้อง และอีกหนึ่ง Iconic Look จากเรื่อง Charlie’s Angels บนสเก็ตบอร์ด

 

______________________________________

1980s

ด้วยกระแสของวัฒนธรรมฮิปปี้ และความต้องการเสรีภาพการแสดงออก ส่งผลให้ผู้หญิงในยุค 80s กล้าที่จะใส่สิ่งต่างๆ ตามใจโดยไม่ต้องรู้สึกผิด หรือเขินอายใดๆ เทรนด์ beachwear บนชายหาดในยุคนั้นจึงเป็นยุคที่เซ็กซี่สุดๆ บิกินี่ตัวจิ๋วมากๆ หรือแม้กระทั่งชุดวันพีซก็เป็นไฮคัทโชว์ hip bone ชุดว่ายน้ำในยุคนั้นก็ถูกเปลี่ยนมาใช้ material ที่บางลงอย่างผ้าไนลอน หรือ spandex จนทำให้เกิดกระแสของการมีหุ่นที่เพอร์เฟคสำหรับบิกินี่ หรือแม้แต่สำหรับผู้ชาย ยุคนั้นก็เป็นยุคที่ทุกคนหันมาให้ความสนใจเรื่อง bodybuilding นอกจากนี้ยุคนี้ยังถือว่าเป็นยุคที่เสื้อ aloha shirt หรือเชิ้ตฮาวายกลายเป็นไอเท็มที่ใส่แล้วดูเท่โดยไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย ภาพจำที่เท่ที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น Al Pacino จากภาพยนตร์ “Scarface” (1983)

Advertise ของชุดว่ายน้ำแบรนด์ Body Glove ในปี 1987

Al Pacino ในภาพยนตร์เรื่อง Scarface

Tom Selleck จากเรื่อง Magnum P.I. (1980-1988) และเสื้อ Jungle Bird ในตำนาน ที่ขายกันราคาสูงลิ่ว ซึ่งตอนนี้เสื้อตัวออริจินัลได้ถูกนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ Smithsonian แล้ว

ซีรี่ส์ยอดฮิต Baywatch (1989) ที่ทำให้ David Hasselhoff และ Pamela Anderson เป็น sex symbols ของยุคนั้น

 

______________________________________

1990s - Present day

หลังจากเดินทางเข้าสู่ยุคของป๊อปคัลเจอร์ สื่อ และแฟชั่นมีอิทธิพลมากขึ้น ผู้คนเริ่มสนใจในกระแส และกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น จนกลายเป็น subculture ที่ชัดเจนมากขึ้น เป็นยุคที่ทุกคนสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองทำให้คนเริ่มหยิบเอาความชอบและ Lifestyle ของตัวเองมาผสมผสานกัน จนเกิดกระแส และไอเดียใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแฟชั่นที่เสื้อฮาวายไม่จำเป็นจะต้องใส่อยู่แค่บนชายหาด หรือการออกทริป surfing ไม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยรถตู้ Volkswagen อีกต่อไป  อาจเป็นการรวมตัวกันของแก๊งค์ไบเกอร์ ที่นัดกันออกทริปไป Surf ในช่วงวีคเอนด์

ภาพถ่ายของ Barry Lewis บนถนน Ocean Drive, Miami ในปี 1992

ภาพถ่ายของ Michael Tullberg จากงาน Rave Party ที่ Venice Beach, California ช่วงปลาย 90s

ปี 2006 Dare Jennings ได้ก่อตั้งแบรนด์ Deus Ex Machina ขึ้น โดยรวบรวมความสนใจของเขาเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ไซค์, เซิร์ฟ, สเก็ตบอร์ด และศิลปะ และทำให้การ custom มอเตอร์ไซค์ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย

Wheels & Waves งานอีเว้นท์ที่ประกอบไปด้วยเซิร์ฟ สเก็ต มอเตอร์ไซค์ และดนตรี ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2012 ที่ Biarritz โดย Vincent Prat และทีม Southsiders MC ซึ่งกลายเป็นอีเว้นท์หนึ่งที่มีชื่อเสียงระดับโลก

______________________________________

photo credits: whalebonemag.com / lushpalm.com / surfingcowboys.com / mgb1967.com / luimagazine.fr / fanpop.com / pinimg.com / vintag.es / nativeshoes.com / selvedgeyard.com / designyoutrust.com / laurbana.com / vice.com / thevintagent.com 

Bangkok International Fashion Week 2019

"WE WEAR THAI DESIGNER"

When: 28 - 31 มีนาคม 2019

Where: Visionary Stage @ Atrium 1 – SIAM CENTER

ปิดรันเวย์โชว์ พร้อมเสียงปรบมือแบบรัวๆ จากเหล่าสื่อมวลชน แฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ และผู้ที่ได้มาร่วมงาน สำหรับประสบการณ์แฟชั่นระดับเวิลด์คลาส “Bangkok International Fashion Week 2019” ที่แจกจ่ายแรงบันดาลใจให้พวกเราได้เต็มๆ ซึ่งปีนี้ก็เป็นการประกาศความภูมิใจเป็นปีที่ 12 พร้อมคอนเซ็ปต์ "WE WEAR THAI DESIGNER" ที่ปลุกกระแสแฟชั่นไทย ให้ทั่วโลกได้รู้จักแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้ใคร และช่วยผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล...

 

ซึ่งพวกเราก็ไม่พลาดที่จะไปให้กำลังใจให้เหล่าดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่ Visionary Stage @ Atrium 1 – SIAM CENTER ตลอด 4 วัน เปิดโชว์ด้วย COLLABORATIVE FASHION INNOVATION PROJECT FASH BY CCI (College of Creative Industry) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, F.O.S : Fashion of the south มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา, Fash-Lab Chula จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, FASHION BUSINESS KU มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, C.A.F Creative Arts Fashion มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  Collection Nanloueng มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, Ultimate Source XII : Labyrinth มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รวมถึงแบรนด์ดีไซเนอร์รุ่นใหม่อย่าง CIDI Chanapatana Fashion Show และ KANAPOT

Read more >> พูดคุยกับ THAI DESIGNERS เลือดใหม่ ที่เราจะได้เห็นผลงานของพวกเค้าเต็มๆ ในงาน “BIFW 2019" @ SIAM CENTER ที่แรกที่เดียวก่อนใคร!

Cheeze – Looker ขอรีแคปภาพความประทับใจที่เกิดขึ้นในแต่ละโชว์มาฝากกัน...

 

28.03.2019 

F.O.S.: Fashion of the South Rajamangala University of Technology Srivijaya Songkhla / COLLABORATIVE FASHION INNOVATION PROJECT FASH BY CCI (College of Creative Industry) Srinakharinwirot University / KANAPOT 

29.03.2019

Fash-Lab Chulalongkorn University / C.A.F. @MSU Creative Arts Fashion Mahasarakham University 

30.03.2019

Fashion Business KU Kasetsart University / CIDI Chanapatana Fashion Show 

31.03.2019

Collection Nanloeng - Rajamangala University of Technology Phra Nakhon, Faculty of Industrial Textiles and Fashion Design / Ultimate Source XII: Labyrinth - Bangkok University 

.

.

งานนี้ Cheeze – Looker ต้องขอปรบมืออีกครั้งให้เหล่า Thai Designers และ SIAM CENTER ที่ยังคงเป็นเซ็นเตอร์แห่งโอกาสให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่จะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการแฟชั่นไทยในอนาคต

ถึงงานจะจบ แต่เรื่องราวของแฟชั่นและแพสชั่นของเหล่าดีไซเนอร์ยังไม่จบง่ายๆ แล้วเราจะกลับมาพบกันใหม่ปีหน้า!!!

.

.

#BIFW2019 #ONESIAM #SIAMCENTER #WEWEARTHAIDESIGNERS #FASHIONVISIONARY#BANGKOKINTERNATIONALFASHIONWEEK2019

CHEEZE LOOKER EXCLUSIVE IN TOKYO รวบรวมสตรีทสไตล์และเทรนด์ต่างๆ จากการได้ไปร่วมงานอีกหนึ่งแฟชั่นวีคระดับโลก อย่าง AMAZON FASHION WEEK 2019 ที่นอกจากจะได้พบกับผลงานการออกแบบมากมายจากเหล่าดีไซเนอร์และแบรนด์ชั้นนำที่น่าสนใจ อีกสิ่งที่พลาดและขาดไม่ได้เลยคือการแต่งตัวของคนที่ไปดู แทบจะเรียกได้ว่า สนุก โดดเด่น และจัดเต็มไม่แพ้แฟชั่นโชว์เลยทีเดียว

________________________________________

CLASSIC BLACK

 

 

ALL ABOUT COLORS

 

 

 

 

EXTRAVAGANZA

 

 

 

SILK SCARF

 

 

NOT ORDINARY WHITE

 

SPORT & OUTDOOR

 

 

 

ALWAYS DENIM

 

SEE YOU NEXT TIME!!!
________________________________________

#STREETSTYLE
#FASHIONWEEK
#AMAZONFASHIONWEEK
#AMAZONFASHIONWEEKTOKYO

* ALL PHOTOS BY CHEEZE-LOOKER !!

 

 

 

 

 

 

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุค ในรูปถ่ายของเหล่าชาว Street ก็ยังคงต้องมี Siam Center ตำนาน TRENDSETTER ของไทยอยู่เคียงข้างกันอยู่ร่ำไป

เพราะไลฟ์สไตล์บวกกับเทรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้ความเป็น City Life และสตรีทแฟชั่นในบ้านเราถูกพัฒนาอย่างไม่เคยหยุดยั้ง โดยผู้ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังอย่างเหล่า "Thai Designer" ผู้ออกแบบและแบรนด์แถวหน้าของไทย ที่ให้พวกเราได้ซึมซับ และบดขยี้ด้วยประสบการณ์ความเป็นตัวตน ออกมาเป็นสไตล์ของใครของมัน ที่ดูสนุกในแบบของแต่ละคนได้อย่างถึงเครื่อง...

เรามาดูกันว่า STREET LOOK และไอเท็มทั้งหมดจากแบรนด์เด่นๆ ภายใน SIAM CENTER ครั้งนี้จะมีอะไรดีๆ อะไรโดนๆ กันขนาดไหน?!

 

 

 

 

 

 

ร่วมปลุกกระแสแฟชั่น กล้าที่จะแสดงความเป็นตัวตนให้ออกมาในรูปแบบของคำว่า 'สไตล์' ผ่านผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์ไทยที่มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์แบบไม่เป็นสองรองใคร พบกับแบรนด์ที่น่าสนใจพร้อมให้เหล่า STREET STYLE ทั้งหลายไปสนุกกันกับ THAI DESIGNERS ชั้น 1 SIAM CENTER เชื่อได้เลยว่าจะไม่มีชาว STREET คนไหนกลับบ้านไปมือเปล่าอย่างแน่นอน!

_______________________________________

#BIFW2019 
#ONESIAM
#BANGKOKINTERNATIONALFASHIONWEEK2019
#WEWEARTHAIDESIGNER
#FASHIONVISIONARY
#SIAMCENTER

VIVIENNE WESTWOOD หนึ่งในดีไซเนอร์ไม่กี่คนที่แนะนำให้เราซื้อเสื้อผ้าให้น้อยลง! 

"ฉันเริ่มต้นคอลเลคชั่นนี้ ด้วยเสื้อกั๊กตัวเล็กที่คุณสามารถหยิบมันไปใส่กับอะไรก็ได้ จะใส่ไว้ใต้เดรสตอนกลางวัน หรือใส่คู่กับปลอกแขนและถุงเท้าหนาๆ ก็ได้ ใส่แจ็คเก็ตเทเลอร์ทับหรือคู่กับกางเกงขาสั้น แต่มันจะดูดีมากๆ ถ้าหากคุณเอาไปใส่คู่กับกางเกงผ้าที่ตัดเย็บมาอย่างพิถีพิถัน ตามปกติคุณจะใส่เสื้อเชิ้ตแนบอยู่กับร่างกายของคุณ เวลากลับมาถึงบ้าน คุณก็แค่ถอดแจ็คเก็ตออกแล้วก็โดดขึ้นไปนอนบนเตียงได้เลย"   

PIRATE COLLECTION 1981

วิเวียนเล่าถึงคอลเลคชั่นไพเรทซึ่งเป็นคอลเลคชั่นวินเทจและคลาสสิกตลอดกาลว่า...หัวใจสำคัญของคอลเลคชั่นนั้น คือเสื้อเชิ้ตที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอดระยะเวลา 500 ปีที่ผ่านมา เป็นเชิ้ตที่คนสมัยก่อนนั้นใส่ในชีวิตประจำวันจนกระทั่งถูกฝังรวมไปกับเขา เช่นเดียวกับเมื่อกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 ถามเลลี (ปีเตอร์ เลลี (1618-1680/Peter Lely) จิตรกรประจำราชสำนักในเวลานั้น) ให้วาดภาพเหล่านางสนมของพระองค์ นั่นคือสิ่งที่พวกนางสวมใส่ เสื้อบางๆ ตัวหลวมๆ ที่สวมไว้ชั้นใน แล้วพอจะมาเป็นแบบวาดภาพ พวกนางก็แค่ไปหยิบเอาม่านผ้าซาตินมาพันรอบๆ ตัวเพิ่ม เพราะเลลีอยากให้พวกนางดูเหมือนเทพธิดากรีก 

.

 พูดถึงคอลเลคชั่น SS19 ที่ไม่ได้มีความน่าสนใจเฉพาะเรื่องของเสื้อผ้าเท่านั้น แต่วิเวียนยังสอดแทรกกลยุทธ์เพื่อการช่วยอนุรักษ์โลก โดยได้ไอเดียมาจากการเล่นเกมไพ่ ปรัชญาของวิเวียนก็คือ ถ้าเรารู้จักสร้างวัฒนธรรมอื่นมาแทนที่การบริโภค เราคงไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมในโลกของเราเสียหายถึงเพียงนี้ เพราะเราคงจะมีวิธีคิดที่แตกต่างออกไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฉันนำมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นนี้ ก็มาจากความจริงที่ว่า ฉันเป็นคนที่เชื่อในลัทธิเต๋า แถมยังเป็นแฟนตัวยงของศิลปะจีนด้วย เราเริ่มต้นกันที่สัญลักษณ์ในความเชื่อของเต๋า 5 อย่างได้แก่ ไฟ ดิน โลหะ น้ำ ไม้ ลายพิมพ์ดอกโบตั๋นและลายพิมพ์มังกรในสไตล์จีนคือตัวแทนของพลังชีวิตของจักรวาล โดยเอาการเล่นไพ่ของฉันมาสร้างเป็นธงแห่งการภาวนาผืนใหญ่ที่แปลงสภาพกลายเป็นเสื้อทีเชิ้ตและกระโปรงคิลท์ ก่อนที่จะเพ้นท์ลายด้วยมือ รวมถึงการสร้างสรรค์ลายพรางในคอลเลคชั่นนี้ "เพราะเรากำลังต่อสู้เพื่อรักษาโลกนี้ ไว้ และชาวพังค์ก็ชอบการต่อสู้แบบนี้แหละ!"

 

 

คอลเลคชั่นนี้ยังเลือกที่จะพูดในมุมมองแบบ Unisex และอ้างอิงถึงการแต่งกายของทั้งชายและหญิงข้ามสลับไปมา โดยวิเวียนยังเล่าทิ้งท้ายว่า "ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กวัยรุ่น ฉันใช้เวลาในวันเสาร์กับเพื่อนๆ ทำผมให้กัน แลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน แล้วก็แต่งตัวให้กัน ก่อนจะออกไปเต้นรำกันตอนค่ำ..." 

 

พบกับคอลเลคชั่นเสื้อผ้าและเครื่องประดับประจำฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2019 จาก "Vivienne Westwood" ได้แล้ววันนี้ที่ 1st fl. - Central Embassy, 1st fl. - ZEN  @ CentralWorld และ 1st fl. - Central Phuket 

“So far, from time that will not return

So far, from where I used to be

So far, from being away from home.

- - So Far - -

 

ตอนหนึ่งจากบทพระนิพนธ์ พ.ศ. 2561 ใน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงมีรับสั่งถึงคอลเลคชั่นล่าสุดว่า “เรื่องราวในครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปสู่โลกใหม่ที่มีชื่อว่า NARAVANNA โดยโลกใบนี้คือโลกแห่งสันติ โลกแห่งความสุขที่อยู่ในจักรวาลที่ไกลโพ้น ปราศจากร่องรอยแห่งอารยธรรมดั้งเดิม ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นผลแห่งการกลายพันธุ์ของโลกเก่าทั้งสิ้น
 

สำหรับคอลเลคชั่นเสื้อผ้าทรงออกแบบประจำฤดูกาล SS 2019 มีความโดดเด่นที่หลากหลาย ตั้งแต่ชุดกระโปรงผ้าทวีตรูเล็กซ์สีเงินที่เข้าคู่กับเสื้อโบเรโล่แล้วออกมาเป็นรูปทรงของเสื้อโค้ตพาร์ก้าชุดเดรสยาวคัทเอ้าท์ช่วงลำตัว  ผ้าไหมแก้วที่ชายกระโปรงพลิ้วไหวด้วยผ้าไหมชีฟองลายกราฟิกประจำซีซั่น ชุดทวีตเพ็พลั่มเดรสที่สอดแทรกชายกระโปรงด้วยผ้าตารางเมทาลิกเงิน ที่สะท้อนเรื่องราวของโลกแห่งอนาคต หรือจะเป็นเสื้อผ้าไหมบุหงา ที่หรูหราด้วยขนนกที่ปักซ้อนบนเลื่อมและลูกปัดที่ปักเป็นลายม้าลาย ที่เข้าคู่กับกางเกงยีนส์ไบเกอร์ ไปจนถึงชุดราตรีคอร์เซ็ตสีขาว  ที่โดดเด่นด้วยชายกระโปรงพู่ผ้าไหมสีแดงเบอร์กันดีกรุยกรายและปักซ้อนด้วยพู่ลูกปัดแบบแอฟริกัน

สำหรับคอลเลคชั่นสุภาพบุรุษภายใต้แบรนด์ S’Homme นั้น มีความโก้หรูสไตล์แมสคิวลีนของโลกแห่ง NARAVANNA อย่างชัดเจน และเพื่อความสมบูรณ์ของคอลเลคชั่น องค์ดีไซเนอร์ทรงออกแบบคอลเลคชั่นชุดว่ายน้ำซึ่งทำให้ผู้สวมใส่เพิ่มความเซ็กซี่ด้วยโครงสร้างแบบคัตเอาท์อวดเรือนร่างของหญิงสาว อีกทั้งยังมีเสื้อคลุมอาบน้ำเพื่อไลฟ์สไตล์ที่โก้หรูสำหรับสุภาพสตรี นอกจากนี้ คอลเลคชั่นนี้ยังมีเสื้อผ้าสไตล์แอ็คทีฟแวร์สำหรับสาวๆ ที่รักการออกกำลังกาย เป็นครั้งแรกอีกด้วย

 

 

 

 

 

สามารถชมคอลเลคชั่นทรงออกแบบประจำฤดูกาลสปริง/ซัมเมอร์ 2019 ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI และ S’HOMME ได้ที่ร้าน SIRIVANNAVARI ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

 

#sirivannavariSS2019

 

 

 

 

 

 

 

 

RICH CAST OF CHARACTERS

รองเท้าแบรนด์ไทยแท้ 100% กับจุดเริ่มต้นของคาแร็คเตอร์สุดจัดจ้าน ที่ดังไกลไปถึงฮอลลีวูด

..........................................................................................................................

 

ครั้งแรกที่เห็นภาพ chelsea boots รองเท้าทรงซิกเนเจอร์ของแบรนด์ Rich Cast of Characters ก็รู้สึกทันทีว่ารองเท้าคู่นี้มันเท่ดี แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็รู้สึกได้ถึงความเซ็กซี่ ในขณะเดียวกับที่เมื่อรองเท้าคู่นี้ไปอยู่กับผู้หญิง กลับกลายเป็นความน่ารักที่ดูทะมัดทะแมง...อะไรคือส่วนผสมที่ทำให้รองเท้าคู่นึงมันดูมีความหลากหลายของคาแร็คเตอร์ได้ขนาดนี้ เราลองมาฟัง คุณบัณฑิต รัศมีโรจน์ ดีไซเนอร์ และหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ เล่าถึงเรื่องราว รายละเอียดต่างๆ จากขั้นตอนการคิด การผลิต ที่ทำให้ Rich Cast of Characters รองเท้าแบรนด์ไทยแท้ 100% ที่ดังไปไกลถึงขนาดดาราฮอลลีวูดหยิบไปใส่เดิน red carpet!!!

 

 

 

 

 

https://www.youtube.com/watch?v=yDzHSQ3_uZI&feature=youtu.be

 

 

 

..........................................................................................................................

 

#RICHCASTOFCHARACTERS #RICHCASTPEOPLE
#DESIGNER #TALK
#FOOTWEAR #LABEL FOR #MEN & #WOMEN

 

 

"style we can’t buy" ของพวกเราคนนี้

‘เธอ’ ชอบมีไอเท็มแปลกที่น่าสนใจ

ชอบเอาของเก่ามาใส่ให้กลายเป็นของใหม่

บางช่วงก็ชอบใส่สูทตัวใหญ่ๆ โคร่งๆ

บางทีก็ใส่เดรสหวานๆ ผสมความเซ็กซี่นิดๆ

แต่สุดท้าย ‘เธอ’ ก็ยังคงสไตล์ความเท่เอาไว้

อาจเป็นเพราะ...

 

 

 

 

 

7 things about TUN  

Signature Style

มันขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นเราอินกับอะไร เพราะเราชอบใส่หลายๆ สไตล์ แต่หลักๆ เราชอบใส่อะไรที่ oversized, masculine และไม่ชอบใส่อะไรที่รัดรูป...เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ไซส์ผู้ชาย เป็นสิ่งที่เราใส่บ่อยมาก แล้วเราจะใส่ไอเดีย ลูกเล่นเพิ่มลงไปในลุคของแต่ละวันเอาเอง อย่างบางวันที่เราอาจจะใส่ท่อนบนหวานหน่อย เราก็จะแมทช์กับยีนส์เซอร์ๆ และรองเท้าผ้าใบ สะพายกระเป๋าวินเทจ อะไรประมาณนั้น

.

ถ้าใครที่ติดตาม IG เราอยู่ ก็จะรู้ว่าสิ่งที่เราเป็น มันเปลี่ยนไปทุกวันจริงๆ

ถ้าใครรู้จักตั้น ก็จะรู้อีกนั่นแหละว่าสไตล์เรามันเปลี่ยนไปทุกวัน วันนี้เราอาจจะใส่ลุคนี้ อีกวันเราก็จะใส่ลุคอะไรที่มันแตกต่างออกไปเลย มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ ณ ตอนนั้น วันนั้น และอากาศในวันนั้นด้วย แล้วที่สำคัญ ต้องดูกาลเทศะ สถานที่ที่เราจะต้องไป และคนที่เราจะต้องเจอ

.

แต่สุดท้ายสไตล์มันอยู่ที่ความชอบของเรา ความพอใจในแต่ละวันของเรา จนเราไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสไตล์อะไร ถ้าถามว่าชอบเสื้อผ้าของยุคไหน เราชอบยุค 70s ที่มีความเป็นโบฮีเมียน กางเกงข้าม้า เสื้อถักโครเชต์ มีความเซอร์ๆ ยิปซีๆ หน่อย นั่นแหละเราชอบ ส่วนสไตล์ที่เราคิดว่าไม่น่าจะเข้ากับตัวเองเลยก็คือ มินิมอล อันนี้บอกเลยว่าไม่ถนัด 555

 


 

Icon Style

ไม่มีเลยค่ะ จริงๆ มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นเราชอบคนไหน คือแต่ละคนจะมีข้อดีของเขา เราก็เลยเลือกหยิบมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย เอามาปรับใส่เข้ากับสไตล์ของเรา

 

New Item vs Old Item

เราไม่ค่อยได้ดูนะว่าชิ้นไหนเก่า ชิ้นไหนใหม่ หรือวันนี้ต้องของใหม่ทั้งลุคอะไรแบบนั้น ส่วนมากในแต่ละวัน เราจะดูสี ดูโครงสร้างของชิ้นนั้นๆ ก่อน คือจริงๆ แล้ว แค่ชิ้นไหนที่เราชอบ เราก็เอามามิกซ์ๆ กัน ให้ได้ลุคของวันนั้นแค่นี้เอง

 

In her closet

สีที่เยอะที่สุดในตู้เสื้อผ้าคือ 'สีดำ' แทบจะทุกๆ วัสดุ ทั้งหนังสีดำ เมทัลลิกสีดำ งานขนสีดำ สีดำเกือบทุกอย่างนั่นแหละค่ะ เพราะเรารู้สึกว่าสีดำมันใส่ง่ายดี ส่วนไอเท็มที่มีเยอะมากในตู้เลยนะ คือ 'กางเกงยีนส์' ค่ะ มีเกือบร้อยกว่าตัว มีทั้งตัวที่ทรง สี เดิมๆ คล้ายๆ กันก็มี หรือแบบที่เอามาตกแต่ง ใส่สี ตัดให้ขาด บ้างก็มี คือเราชอบใส่กางเกงยีนส์มาก เพราะกางเกงยีนส์แมทช์กับรองเท้าได้ทุกสไตล์เลย ส่วนแบรนด์ในดวงใจก็ต้องลีวายส์ค่ะ ใส่แล้วเข้าหุ่นดี

 

 

tun’s hidden place

ที่ daikanyama ประเทศญี่ปุ่นค่ะ ปกติเราชอบไปญี่ปุ่นมากอยู่แล้ว เราชอบผู้คน ชอบคัลเจอร์ ชอบอาหาร ชอบการแต่งตัว ชอบอากาศ...เราชอบไปมองดูคน มองดูบ้านเมืองของเขา ดูแล้วเราก็ได้ inspiration กลับมา ส่วน daikanyama เป็นเมืองที่ชอบไปมากๆ โดยเฉพาะ daikanyama t-site เขามีร้านหนังสือขนาดใหญ่อยู่ที่นั่น เราสามารถเข้าไปอยู่ในนั้นได้ 3-4 ชั่วโมงเลย  คือเปิดอ่านได้เรื่อยๆ มีแต่หนังสือที่น่าสนใจ

Instagram @anythingbutlame and @pennyypincher

จริงๆ เราเริ่มจากการทำแบรนด์ชื่อ "pennyy pincher" กับเพื่อนค่ะ สินค้าของแบรนด์นี้ จะเน้นตามความต้องการของตลาด ก็คือเป็นผู้หญิงๆ หน่อย ทีนี้พอทำมาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่าอยากจะมีอีกแบรนด์หนึ่งที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ ไม่ต้องตามตลาดมากไป ก็เลยเกิดแบรนด์ "anything but lame" ขึ้นมา เริ่มจากการขายเสื้อผ้ามือสองของเราเองก่อนค่ะ ถ่ายลงเอง สไตลิ่งตามสไตล์ตัวเอง แล้วปรากฏว่าผลตอบรับดี คือเสื้อผ้าของเราจะมีชิ้นเดียว เขาก็เลยน่าจะชอบกัน แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เราออกแบบเสื้อผ้าเองบ้าง อย่างพวกงานเพ้นท์ งานปัก สร้างลาย พิมพ์ลาย หรือตัดต่อผ้าเอง เราต้องการให้เสื้อผ้าของเราดูเป็นงาน handmade เพราะเมื่อผลิตออกมาแล้ว ในแต่ละชิ้นก็จะมีความพิเศษที่สุด เป็นตัวเราที่สุด แต่รู้สึกว่าสิ่งที่เราชอบกับสิ่งที่คนอื่นชอบมันอาจจะไม่แมทช์กัน เราก็เลยปรับเปลี่ยนมาเป็นพวกแอคเซสซอรี่ พวกเครื่องประดับวินเทจ แล้วกลายเป็นว่าผลตอบรับออกมาดีกว่า ก็เลยขายต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันค่ะ จริงๆ ส่วนตัวเราเองก็ชอบของวินเทจอยู่แล้วด้วย

.

“ของที่เราขายมันอาจจะเฉพาะกลุ่มนิดนึง อาจจะไม่ได้ขายดีมาก หรือขายออกเร็วมาก แต่มันเป็นสิ่งที่เราชอบ เราก็อยากให้คนที่มาดูเรา หรือดูร้านเรา ชอบอะไรเหมือนๆ เรา ได้รู้จักเรา จากของๆ เราด้วยค่ะ”

 

https://www.youtube.com/watch?v=IeBasdzCALA

 

 

Must-have fashion item for december:

ไอเท็มที่ชอบที่สุดคือ นาฬิกา ค่ะ เป็นชิ้นที่ซื้อมาแล้วไม่เคยคิดจะขายเลย...

ชิ้นใหม่ล่าสุดที่มีก็เป็นนาฬิกานี่แหละค่ะ เพิ่งซื้อมาเลย เป็น Rolex วินเทจ  ตัวนี้เราชอบความเป็น two-tone ของมัน รู้สึกว่าใส่กับชุดไหนก็เข้า ที่สำคัญเป็นนาฬิกาทรงผู้ชายแบบที่เราชอบด้วย ตัวเรือนใหญ่ดี

 

5 Items in her Everyday Life

- โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งแรกค่ะ เอาไว้ติดต่อคุยงาน ตอบไลน์นู่นนี่

- ลิปมัน เพราะเป็นคนปากแห้งมาก ขาดไม่ได้เลย วันไหนลืมเอามาคือซื้อใหม่ทันที

- แว่นกันแดด เป็นคนชอบใส่แว่นกันแดดมาก ตอนนี้ชอบใส่ของแบรนด์ Celine ทรงสวย กันแดดดี อีกอย่างคือเราชอบนั่งมอเตอร์ไซค์ ถ้าไม่ใส่ก็จะตาแห้งเลย

- น้ำเปล่า ต้องพกตลอด ถ้าใครรู้จักเราก็จะรู้ว่าเป็นคนที่ต้องพกขวดน้ำตลอดเวลา เป็นคนกินน้ำเยอะ

- อย่างสุดท้าย กุญแจบ้าน ค่ะ :)

Follow tun’s style, here…

Instagram: @itsnaree @anythingbutlame @pennyypincher

 

 

 

Special thanks:

"Middle bar Bangkok"

40/1 Sukhumvit 36 (Naphasap 1 Soi) Khlongtan Bangkok 

Tel.: 094 156 6166

Instagram: @MiddlebarBangkok

Facebook: Middle bar Bangkok

e-mail: MiddlebarBangkok@gmail.com 

ปกติเรามักจะได้รู้หรือได้ยินเรื่องการเลือกทรงผมให้เข้ากับใบหน้า เพื่อเป็นการแก้ไขและปรับแต่งจุดเด่นจุดด้อยของโครงหน้าให้ดูดีขึ้นได้ 
ครั้งนี้ LOOKER ขอเปลี่ยน จากการเลือกทรงผมที่เหมาะกับลักษณะใบหน้าของแต่ละคน ให้กลายมาเป็นการเลือกทรงผม ตาม MOOD และ STYLE ในแต่ละวันแทน เพราะอย่างที่รู้กัน ว่าทุกวันนี้ เขาอัพเดทเทรนด์กันเป็นนาทีๆ วันนี้ MOOD นี้ พรุ่งนี้ MOOD ไหน???

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

A MAN LINE
หลายคนไม่รู้ว่าถ้าจะแสกผมให้เท่ จุดที่แสกควรเป็นบริเวณไหนดี เพื่อให้รับกับใบหน้าจุดที่เหมาะกับการแสกผมคือช่วงกลางของคิ้ว แล้วเขยิบชิดเข้าไปใกล้จมูก เรียกง่ายๆ ว่าคือเกือบตรงกลาง ระหว่างหัวคิ้วถึงกลางคิ้วอีกที (งงมั้ย) PRODUCT ที่เหมาะกับผมทรงนี้คือ POMADE สำหรับผู้ชายที่มีความยาวเล็กน้อยและหยักศกนิดๆ MOOD ที่ตรงที่สุดคงหนีไม่พ้นอารมณ์ BAD BOY กึ่งๆ ROCKABILLY นิดๆ เมื่อเป่าผมจนแห้งด้วยไดร์และหวีกลมแล้ว ลูบเนื้อ POMADE ไปที่เส้นผมในลักษณะเสยขึ้นด้านบนให้ทั่ว จากนั้นใช้หวีแสกบริเวณที่บอกข้างต้น ก่อนปาดผมขึ้นไปแบบไม่ต้องให้ถึงกับเรียบสนิท เพื่อให้ผมมีวอลลุ่มกำลังดีไม่ลีบแบน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

WIND BLOW
ตรงตัว ลองนึกถึงอารมณ์นั่งอยู่ริมทะเลแล้วลมพัดผมปลิวเบาๆ นั่นแหละคือผมทรงนี้ เหมาะสำหรับคนที่มีผมเส้นใหญ่ หนาและตรง พรางสายตาด้วยการเป่าเบาๆ หลังสระผม ไม่ใช้การไดร์ให้แห้งโดยตรง จากนั้นจับเส้นผมเป็นช่อๆ เฉพาะด้านหน้าก่อนใส่ PRODUCT อย่าง WAX ที่ฝ่ามือและปลายนิ้วมือ ก่อนจับผมไล่ตวัดไปเป็นหางตัว S ก่อนจับเซ็ตให้เข้าที่ดูเป็นธรรมชาติอีกครั้ง ลุคนี้สามารถเติมหมวกเข้าไปได้ เพียงแค่โชว์ให้เห็นผมด้านหน้าเล็กน้อย ให้ดูไม่ตั้งใจเหมือนเพิ่งกลับจากการพักผ่อนแบบ CRUISE ในช่วงหยุดยาว  

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ELEPHANT TRUNK
ลูกผสมระหว่างความเท่คลาสสิคในแบบ JAMES DEAN และ JOHN TRAVOLTA ทรงผมที่เหมาะสำหรับ MOOD หัวโจก เท่นุ่มลึก แต่มีความกะล่อนร้ายแฝงอยู่ ที่เรียก ELEPHANT TRUNK ง่ายๆ เลยคือให้นึกถึงหางช้างที่ตกลงมาตรงช่วงกลางหน้าผาก ลักษณะการเซ็ตอัพคล้ายกับการใช้ POMADE แต่ผมทรงนี้เหมาะกับการใช้ GEL ที่ให้ความรู้สึกเปียกและมันเงา วิธีการทำผมทรงนี้คือหลังจากหวีเสยเก็บขึ้นไปหมดแล้ว ใช้ปลายหวีสะกิดผมออกมาเล็กๆ น้อย ก่อนจับเซ็ตด้วย GEL อีกครั้งให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

NERDY MESSY

งานค้างต้องส่ง ลงสมัครประธานนักเรียน อ่านเขียนเกินวันละ 8 คำ เป็นผู้นำชุมชน ยุ่งจนหัวกระเซิง WAX สำหรับจัดทรงเนื้อแมทด้าน ไม่มันเงา ดูเหมาะที่สุดสำหรับลุคนี้ ง่ายๆ เพียงหลังจากสระผมและเช็ดให้หมาดๆ ก่อนเป่าให้เกือบแห้งสนิท ใช้ WAX อุ่นที่มือเล็กน้อย ก่อนขยำให้ทั่วหัว จับเซ็ตตามชอบข้อดีของ WAX เนื้อนี้คือสามารถจับเปลี่ยนทิศทางของแนวผมที่เซ็ตไว้ได้ในระหว่างวัน เพียงแค่ขยี้ๆ สางๆ จับๆ จบ เหมาะกับคนที่มีเวลาน้อย ยุ่งๆ แต่ชอบแอบ CHECK ตัวเองอยู่ตลอดว่าหลอกสาวๆ ว่าเนิร์ดๆ เซอร์ๆ สำเร็จหรือไม่ 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

MILITARY BEHAVED

เรียกว่าเป็นทรงได้หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลา (สระผม) ผมสั้นเกรียน หรือนึก MOOD ใดๆ ไม่ออก รู้แค่ว่าอยากจะแต่งเต็ม ง่ายๆ ด้วยการเพิ่มหมวก อย่างทรง BEANIE ที่มีให้เลือกทั้งแบบหนาและแบบบาง สำหรับอากาศบ้านเราที่เป็นเมืองร้อน แนะนำให้เลือกแบบบางมาใส่ หรือเป็นไหมพรมแบบถักที่ระบายอากาศได้ดี ไม่ทำให้อบร้อนจนเกินไป นอกจากจะช่วยปกปิดและช่วยให้ความอบอุ่นในช่วงหน้าหนาวที่ (หวังว่า) กำลังจะมาถึง ยังช่วย COMPLETE LOOK ให้เต็มขึ้นได้โดยไม่ต้องทำการเซ็ตผมใดๆ 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

#LOOKERGROOMINGGUIDE 

MODEL: NONTAPHAT CHUENWARIN

#LOOKERTHROWBACK 
ข้อมูลจาก คอลัมน์ SCOOP, LOOKER MAG 032 BEST IN BLUE

ความคลาสสิกของ ‘เดนิม’ เป็นสิ่งที่อยู่ยงคงกระพันมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 18 จนเราต้องนำกลับมาพูดถึงอยู่บ่อยๆ เพราะกระแสของเดนิมไม่เคยหายไป แต่กลับมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ภาพลักษณ์ของเดนิมที่เมื่อก่อนถูกแสดงออกในลุคของความไม่เป็นทางการ ผู้ชายแบดบอย และความดิบเซอร์ ได้ถูกอัพสเกลขึ้นมาให้ดูดีมีระดับมากขึ้น ดูสุภาพมากขึ้น และมีสไตล์หลากหลายมากขึ้น ด้วยองค์ประกอบและเทรนด์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ทำให้ denim lover หลายคนกลายเป็นสุภาพบุรุษได้ ถึงแม้ว่าจะนำยีนส์เก่าสภาพโหดมาใส่กัน

The denim talk

เรื่องของเดนิม ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาเกือบทั้งชีวิต แต่เพราะเรื่องราวของเดนิมที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้เรายังมีข้อสงสัยอีกมากมายเกี่ยวกับเดนิม ซึ่ง Looker ก็ได้ไปรู้จักกับพี่ชายคนหนึ่งซึ่งก็คือ พี่ปุ๊ ที่เราเห็นว่าเขาเป็นคนรักเดนิม และยีนส์อย่างมาก เป็นนักสะสมยีนส์คนหนึ่งที่น่าเชื่อถือเราจึงได้ไปสัมภาษณ์พร้อมสอบถามข้อสงสัย ซึ่งเราคิดว่าความคิดเห็น และความรู้ของเขาน่าจะเป็นประโยชน์ของใครหลายๆ คนที่สนใจในเรื่องเดนิม

กางเกงยีนส์อเมริกา และยีนส์ญี่ปุ่นต่างกันอย่างไร?

“ถ้าถามยีนส์อเมริกาดีกว่า ยีนส์ญี่ปุ่นไหม ถ้าถึงยุคปฎิเสธไม่ได้มันคือ มีอารมณ์ การสะสม มิติของกาลเวลามาเกี่ยวข้อง ต้องดูว่า ยุคเก่าใหม่ยังไงด้วย ถ้าถามที่ผลิตกันอยู่เนี่ยตอนนี้ ผมว่าไม่ต่างกัน เพียงแต่อเมริกัน เขามีวิวัฒนาการ เริ่มต้นค้นหาทำผ้าเดนิม มาเป็นกางเกงยีนส์ มันมีประวัติศาสตร์ในตัวมันเองเป็น 100 ปี แต่ญี่ปุ่นเขาก็เริ่มผลิตยีนส์ตั้งแต่ช่วงยุค 50s เหมือนกัน เริ่มเข้าไปเสาะหาซัพพลายเออร์ในอเมริกา ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นหลายคนไปฝังตัวอยู่ที่อเมริกา แบรนด์ญี่ปุ่นใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นก็ไปเริ่มที่อเมริกาเหมือนกันอย่าง big john, Edwin, Blueway, john bull เพียงแค่ว่ามันคือความภาคภูมิใจในเนื้อหา ที่เราได้ใส่กางเกงยีนส์ที่เป็นเจ้าต้นตำหรับ หากถามเรื่องคุณภาพ ถ้าผลิตปีเดียวกัน ให้เลือกระหว่างยีนส์อเมริกา กับญี่ปุ่น ผมว่าดูที่งบในกระเป๋ากางเกง กับทรงที่ชอบเป็นหลัก ถูกใจตัวไหนเลือกตัวนั้นเลย”

 

ผ้า chambray ใช่ ‘เดนิม’ ไหม?

“ไม่ใช่ครับ ผ้า chambray เป็นผ้าที่ฝรั่งเศสคิดค้นขึ้นเหมือนกับเดนิม ผ้า chambray คือผ้าชนิดหนึ่งที่เป็นคอตต้อน ทอออกมาเป็นสีฟ้าสลับขาว สองเส้นที่ทอขึ้นเกิดจากเส้นแรก ด้านปั่นเกลียวสีขาวไปย้อม indigo แล้วมาทอรวมกับเส้นสองด้ายขาวเพียวๆ ออกมาดูดิบสวยทนทาน”

พูดถึงเรื่องน้ำหนักของกางเกงยีนส์

“กางเกงยีนส์ที่มีน้ำหนักต่างกันจะมีฟังค์ชั่นการใช้งานไม่เหมือนกัน ส่วนตัวผมชอบ 14 ออนซ์ เพราะเวลามันเฟดแล้ว มันสวยกว่าผ้าน้ำหนักมากและสบายกว่า แต่ถ้าอีกกลุ่มหนึ่ง หากทำงานกลางแจ้งและชอบขับมอเตอร์ไซค์อาจจะเลือก 18-21 ออนซ์ขึ้นไปเพื่อป้องกันอุณหภูมิความร้อนของเครื่องยนต์ หรือเพื่อความทนทาน ส่วนกางเกงยีนส์ที่น้ำหนักเบา เหนียว ระบายความร้อนได้ดี แห้งง่าย ราว 8 ออนซ์ ก็จะมีประโยชน์กับคนที่ต้องการความยืดหยุ่น อย่างเช่นกางเกงกะลาสีทหารเรือ การเลือกน้ำหนักของกางเกงยีนส์ มันขึ้นอยู่กับการใช้งานเป็นหลัก”

นอกเหนือจาก Levi’s แบรนด์ไหนคือแบรนด์ที่ดีอีกบ้าง?

“ตอบยากเหมือนกัน ส่วนใหญ่แล้วเวลาเลือกซื้อกางเกงยีนส์ ผมดูผ้าเป็นหลักแล้วก็ดึงงัดออกมาดูทรง ว่าเราใส่มันสวยมั้ย ตามด้วยแบรนด์ แบรนด์คือสิ่งที่ผมจะดูอันดับสุดท้าย ผมให้โอกาสแบรนด์ใหม่ๆ เสมอ ถ้าไม่ให้โอกาสแบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์ในทุกวันนี้ก็อาจจะไม่เกิด อย่าง Mister Freedom Warehouse Denime Sewing Chop”

การ fade ของเดนิม ทำอย่างไรถึงจะสวย?

“ผมว่าสำหรับคนที่ซื้อยีนส์ผ้าดิบไป แล้วอยากให้มันเฟดสวยๆ เนี่ย อย่าไปกังวลอะไรมาก เก็บซ่อนแม่ให้ดีก็พอ แต่ว่าอย่าซกมกอย่าไปหมกในตะกร้า ให้แมลงวันบินตอม ใส่เสร็จก็ไปผึ่งลมให้มันได้ระบายอากาศ ถ้าเกิดคิดว่า มันเหนียวแล้ว มันมีกลิ่นแล้ว ใส่มาสักพักแล้ว ก็ให้กลับด้าน ตากแดดสักครั้งหนึ่ง แล้วค่อยมาใส่ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยซัก ซึ่งแต่ละคนก็จะคิดไม่เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ต้องซัก การเฟดของยีนส์มันเกิดจากความมันที่เราสัมผัสโน่นนี่มา ไปโดนกางเกงยีนส์ แล้วเกิดความเงา เหงื่อหรือน้ำมันจากตัวเราทำปฎิกิริยาให้สี indigo ของด้ายมันเปลี่ยนไป แถมการซักผ่านการซักน้ำร้อน น้ำเย็น แล้วอบแห้ง มันจะเกิดการฟูของผ้ากลับขึ้นมาหรือหดลงไป บางครั้งสิ่งที่สะสมอยู่ ยังฉาบด้วยสิ่งสกปรกนั้นอยู่บ้างเล็กน้อย แล้วมันจะเกิดมิติของความเก่าและใหม่ในตัวมันเอง ผมว่าถ้าบ้านใครไม่มีเครื่องซักน้ำร้อนไม่มีเครื่องอบผ้า วิธีซักที่ปลอดภัยที่สุด คือการแช่น้ำเปล่า ให้พวกสิ่งสกปรกค่อยๆ กร่อนออกมา แช่ไปเรื่อยสักคืนแล้วเปลี่ยนน้ำอีกคืนถ้าสกปรกมาก แช่น้ำเสร็จ ถ้ามีเครื่องปั่นหมาดก็เอาไปปั่น ถ้าไม่มีก็บิด แล้วกลับด้านตากทุกครั้ง ผึ่งลม อาจจะมีแดดบ้างเล็กน้อยสักครึ่งวัน เท่านี้กางเกงก็สวยครับ”

การใส่เดนิม แต่งตัวอย่างไรให้ดูดี?

“วิธีการที่ง่ายของผม ผมจะดูในเรื่องของวงจรสี ยีนส์เป็นสีธรรมชาติ อาจจะมีทั้งน้ำเงินน้ำทะเลลึก น้ำทะเลใสๆ อย่างสีฟ้า แล้วมองไปรอบๆ น้ำทะเล ธรรมชาติของมันมีอะไรบ้าง มีต้นไม้ มีฟ้า หรือมีประการัง แล้วดึงสีตรงนั้นมาใส่กับยีนส์ของเรา แต่งให้มีจังหวะความเข้มอ่อนของสี ใส่กางเกงยีนส์เข้ม ก็ใส่เสื้อสีอ่อนบ้าง หรือแจ็คเก็ตเข้ม ก็เสื้อยืดสีอ่อนบ้าง ส่วนเรื่องเครื่องประดับ ถ้าถามผม ผมว่า เครื่องเงินคู่กับเดนิมสวย หรือไม่ก็พวกของที่มาจากธรรมชาติ พวกไม้ กะลา หิน หรือไม่ก็พวกโลหะ อย่างทองแดงก็สวย หนังกับยีนส์ก็เข้ากันได้ อะไรที่มันมาจากธรรมชาติจะเข้ากับยีนส์ได้ และดูสวยหมด สุดท้ายมีครบก็ต้อง how to wear ละ”

ใส่กางเกงยีนส์ ต้องหวีผม slicked back?

“ไม่จำเป็นหรอก ทำทรงผมที่มันเข้ากับหน้าเรา เข้ากับสไตล์เรา แล้วอย่าหลอกตัวเองก็พอ เพียงแค่ว่าการใส่กางเกงยีนส์ มันก็แสดงถึงความเป็นอเมริกัน ก็อาจจะทำให้ทรงผมที่มาจากทางตะวันตกหล่อขึ้น แต่มันจะเป็นทรงอะไรก็ได้ ผมสั้นก็หวีเสย ผมบ็อบก็ปล่อย ผมยาวก็เป็นแบบฮิปปี้ได้”

ต้องหุ่นแบบไหน ถึงใส่กางเกงยีนส์สวย?

“รูปร่างสันทัดกำลังดี ผมชอบกางเกงยีนส์จิ๊กโก๋ แบบใส่มาแล้วช่วงก้นแน่นๆ ใส่กางเกงให้พอดี แบบนี้สวยแต่หาใครก้นแฟ่บก็ต้องพราง ให้ช่วงเอวพอดี สะโพกพอดี ก็จะช่วยได้ บุคลิกก็สำคัญสำหรับการใส่ยีนส์ บางคนก็ใส่สวยเพราะบุคลิก ส่วนตัวผมชอบผู้ชายใส่สกินนี่สวยยาก ผมไม่ค่อยชอบผู้ชายที่ใส่สกินนี่ยีนส์ แต่ก็จะมีบางคนที่ใส่ได้สวยจริงๆ แบบนั้นก็ต้องยอมรับ”

สุดท้ายแล้ว เดนิม ต้อง เป็นสีน้ำเงินเท่านั้น?

“คือคำว่า เดนิม ต้องเป็นสีน้ำเงิน แต่หากเรียกเป็นยีนส์มันมีทั้งสีดำ สีขาว สีอื่นๆ ผมว่ากางเกงยีนส์สีๆ ก็เป็นสีที่มาจากธรรมชาติถึงสวย ยีนส์สีแดง ก็เหมือนโขดหินที่แดงแปร๊ดที่เคยเจอตอนไปเที่ยวภูเขา ซึ่งก็สามารถนำเรื่องวงจรสีมาใช้ได้เหมือนกัน กางเกงยีนส์สีก็เป็นสิ่งที่น่าเก็บ ผสมได้เยอะ มันเป็นวิวัฒนาการที่น่าสนใจ กางเกงยีนส์พวกนี้ใส่หน้าร้อนสวย เห็นแล้วสนุกดี”

“สำหรับคนที่คิดว่าจะใส่ ยีนส์ต้องใส่ยีนส์วินเทจ ยีนส์เก่าเท่านั้น ผมว่าเขาใจแคบเกินไป”

Special Thanks to พี่ปุ๊ – อิศเรศ จันทรวดี

YOUR WEEKLY DOSE OF CHEEZE-LOOKER

What you love. We serve. Enter your email for weekly news Subscribe

or
 

Newsletters

Contacts

©2017 CHEEZE-LOOKER.COM

Scroll