WISHSHARAWISH ผู้ส่งแมสเสจ 'จากแดนไกล' กับการต่อยอดผ้าไทยให้ไปไกลระดับโลก

เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทีม Cheeze - Looker มีโอกาสได้ตอบรับคำเชิญในการไปร่วมดูโชว์เปิดตัวผลงานคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดประจำฤดูกาลใบไม้ร่วง 2019 ของ WISHARAWISH ดีไซเนอร์มือรางวัลสัญชาติไทยที่พวกเราชื่นชมเป็นทุนเดิม ระหว่างสัปดาห์โตเกียวแฟชั่นวีค Amazon Fashion Week TOKYO 2019” เวทีแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมแฟชั่นเอเชีย

ซึ่งถ้าใครได้ติดตามข่าวสารในแวดวงแฟชั่นแบบใกล้ชิด เรามั่นใจว่าต้องรู้จักเค้าคนนี้ “อู๋ - วชิระวิชญ์ อัครสันติสุข เจ้าของแบรนด์ที่มีคาแรคเตอร์ไม่เหมือนใคร ผู้สร้างชื่อเสียงให้ผ้าไทยโด่งดังในต่างแดน

“จากแดนไกล” คือชื่อคอลเลคชั่นล่าสุดของ “WISHARAWISH” พาผู้ชมเข้าสู่การเดินทางที่เต็มไปด้วยการพบปะ และบทสนทนาใหม่ๆ ผ่านการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายแต่พิถีพิถันในรายละเอียดของเทคนิค โดยถือเอาความงามและความละเมียดละไมของผืนผ้าไทยทอมือทั้งหลายเป็นหัวใจสำคัญ...

“จากแดนไกล”
คอลเลคชั่นล่าสุดของ WISHARAWISH ที่โชว์ใน Amazon Fashion Week TOKYO 2019
PHOTO
: RAPEEPAT W.
MODELS: ZAN RAZEM BASS MODEL MANAGEMENT
MILK NATRACHA VIRIYASATTHA

__________________________

เรื่องเล่า “จากแดนไกล”

“จากแดนไกล” คือชื่อคอลเลคชั่นภาษาไทย ส่วนในภาษาอังกฤษคือ “Complex SimpliCity” เพราะว่า ท้ายที่สุดแล้ว เรามองว่า “ผ้า” เป็นของเรียบง่าย แต่ในความเรียบง่าย มันมีความ Complicate แล้วก็ SimpliCity เราเล่นกับคำว่า City ด้วย เราอยากเอาของที่เป็นท้องถิ่น เข้ามาอยู่ในเมือง ไปสู่ความเป็นสากล จริงๆ เน้นไปที่เรื่อง Textile และ Material ว่าทำยังไงจะให้เกิดมิติใหม่ๆ กับวงการผ้าไทย

เชื่อว่ายังมีอีกครึ่งหนึ่งในบ้านเราที่คิดว่าผ้าไทย “เชย”

ใช่...ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยเห็น แล้วครั้งนี้เป็น 100% Total Look เป็นไทยหมด เราก็มองว่าถ้าเอามาใช้จริง มันอาจจะเป็นแค่ 15 - 20% ก็พอ ไม่จำเป็นต้องเต็ม 100 ขนาดนั้น

มีเสียงชื่นชมว่าคอลเลคชั่นนี้มีความเป็นสากลและสวยจริง

เราก็รู้สึกว่ามันไปต่อได้อีก ต้องบอกเลยว่า...งานนี้มีเพื่อนช่วยเยอะมาก ไม่ใช่ทำคนเดียวได้ อย่างต่างหู เราก็ได้ทีมนักออกแบบของ Ek Thongprasert ส่วนเรื่องแพทเทิร์น เรามีทีม Karmakamet แล้วก็มีหลายๆ บ้านที่ช่วยกัน เราคนเดียวไม่ไหวหรอก มันต้องมีคนช่วยข้างหลังเยอะมาก เยอะจนไม่สามารถเขียนขอบคุณได้หมด รวมถึงคนที่ทำผ้าด้วยที่ช่วยเร่งมือทำทุกอย่างให้ทันเวลา

เราเห็นความน่าสนใจของแอคเซสเซอรี่ที่ใช้ในโชว์นี้...

มันเป็นของเหลือใช้ เอามาประกอบกันเป็นสร้อย ต่างหู ถุงมือ ไปจนถึงแอคเซสเซอรี่ที่ทำออกมาเป็นงานกึ่ง Sculpture เพราะเรารู้สึกว่าผ้าแต่ละชิ้น กว่าจะได้มา มันไม่ง่ายเลย ถึงจะเหลือเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เราก็จะไม่ทิ้ง

ผลตอบรับ ?

ค่อนข้างดีนะ ในแง่สื่อ ส่วนในแง่คอมเมอร์เชี่ยล ก็คิดว่าคอลเลคชั่นนี้ น่าจะไปขายที่จีนและปารีส

การเดินทางของผ้าไทยสู่ Amazon Fashion Week TOKYO 2019”

อยากไปงานนี้มานานมากแล้ว เหมือนเป็นฝันหนึ่งที่อยากทำ คิดว่ารอไม่ได้แล้ว พอถึงเวลา พร้อม ทุบกระปุก แล้วก็ไป โดยสิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือ ทำยังไงถึงจะเอาของท้องถิ่นของบ้านเราที่บ้านๆ ง่ายๆ ไปสู่ระดับสากลให้ได้ เพราะเราเชื่อว่ามันเป็นไปได้ มันอาจจะมี แต่ยังไม่เห็นชัด ก็เลยไปเอาผ้าจาก 7 ที่ทั่วประเทศไทยมา คือทั้งหมดเป็นผ้าไทย แต่ทำยังไงไม่ให้ดูเชย ก็เลยลงมือทำ มีการสั่งทำผ้าขึ้นมาใหม่ อย่างเช่นผ้าขาวม้า ก็ปรับให้โทนสีมันเข้ากับตลาดสากลให้ได้ หรือน่าใส่มากขึ้น เราก็วัดจากตัวเราเองและคนรอบข้างเป็นอันดับแรก ว่าเค้าอยากได้อะไร ไปบรีฟเรื่องสี เรื่องเท็กซ์เจอร์ เรื่องน้ำหนัก หลังจากนั้น ก็เอามาออกแบบตัดเย็บ

ทำไมต้องเป็น 7 ที่นี้ ?

รู้จักกันอยู่แล้ว เพราะเราทำงานด้านผ้ามาอยู่เรื่อยๆ รู้ว่าเป็นที่ๆ มีศักยภาพที่จะผลิตขายได้ในระดับสากล สามารถทำชิ้นงาน repeat ได้ถ้ามีออเดอร์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบไป มีที่ จ.ขอนแก่น (ผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติ , ผ้าไหมแต้มหมี่, ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ) จ.ราชบุรี (ผ้าขาวม้าอิมปานิ) จ.เชียงใหม่ (ผ้าฝ้ายทอมือ) จ.สุรินทร์ (ผ้าไหมไทย ทอเป็นเดนิม) และ จ.ปัตตานี (ผ้าบาติก)

ความสนุกของการดึงเอาคัลเจอร์ไทยๆ มาใส่ในชิ้นงาน

เราพยายามเอาของใกล้ตัว เพราะเรารู้สึกว่าเข้าถึงได้ง่าย และคนอื่น ‘อาจจะ’ เข้าไม่ได้ นึกออกมั้ย เราก็เลยใช้จุดนี้เป็นจุดแข็งในการเล่นกับมัน แต่แน่นอนว่า ต่อไป “WISHARAWISH” ก็คงไม่ได้ยึดติดที่ผ้าไทยอย่างเดียว แต่อาจจะเอาอะไรที่มีวัฒนธรรม หรือผ้าที่มีเรื่องราวมาเล่น อาจจะมีการผสมผสานกับวัสดุที่เป็นสากล เราพยายามเอาอะไรใกล้ตัวมาเล่น เพราะเราจะรู้จักมันดี สุดท้ายเราเคยถามตัวเองว่าเราเชี่ยวชาญผ้าไทยดีขนาดนั้นมั้ย บอกเลยว่าไม่ เพราะเราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับมันขนาดนั้น แต่เรารู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ สามารถเล่นอะไรกับมันได้อีก เอามาทำผิดๆ เพี้ยนๆ ตามสไตล์ ไม่ได้ยึดตามขนบซะทั้งหมด เป้าหมายคือ ทำยังไงให้สิ่งที่มีอยู่...อยู่รอดและเติบโตไปข้างนอกได้

ยังใช้แนวคิด Re-value อยู่เสมอ ?

ใช่ เพราะว่าเราอยากทำของที่หลายคนมองข้ามให้กลายเป็นของที่มี VALUE มากขึ้นๆ ไป แต่ยังสามารถจับต้องได้ด้วย

เสน่ห์ของไทยดีไซเนอร์ที่ไม่เหมือนใครในโลก อยู่ตรง... ?

ส่วนตัวคิดว่าเรายังไม่มีเอกลักษณ์ชัดเจน 100% ในแง่ visual แต่ว่าในแง่งานฝีมือ ความปราณีต มันมีอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว เราขายเป็น dna มากกว่าสิ่งที่เห็นด้วยตาแบบชัดๆ แต่ว่าถ้าลงลึกดูแล้ว ผ้าทั้งหมดนี้เป็นงานฝีมือที่พิถีพิถันทั้งนั้นเลย

คาแรคเตอร์ของ “WISHARAWISH”

เราวางไว้ว่าอยากให้เป็นผู้หญิงที่ Sophisticated แต่ในความเป็นจริง กลุ่มลูกค้าเราหลากหลายมากเลย ใครจะใส่ก็ได้ มีตั้งแต่เด็กวัยรุ่น ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่จิตใจยังรักความทันสมัย ต้องการลองอะไรใหม่ๆ อาจไม่ใช่คนเทรนดี้มากนัก แต่ก็มีความสนุกกับชีวิต เราไม่ได้ตีกรอบ มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยแหละ Value อยู่ที่ คุณค่าของงานฝีมือ งานผ้า หรือการเลือกใช้วัสดุ การผสมอย่างผิดๆ ถูกๆ เรารู้สึกเหมือนตอนทำอาหาร เราพยายามให้มัน...กินง่าย กินอร่อย น่าชิมจังเลย

คุยเรื่องจริงจังมาเยอะ...อยากรู้จัก “วชิระวิชญ์” บ้าง

เป็นคนอ่านหนังสือเยอะ หลังๆ อาจจะน้อยลง เพราะต้องเดินทางไปทำงานบ่อย ลงใต้ ขึ้นเหนือ ไปต่างประเทศบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่จะเป็นคนที่ติดหนังสือมากๆ

เป็นคนนิ่งๆ เรียบๆ แบบนี้ ?

ใช่ เราเป็นคนนิ่งๆ จริงๆ แฟชั่น เป็นเรื่องของความยึดมั่นถือมั่น แล้วต้องเอามาให้ได้ แต่จะทำยังไงเราถึงจะอยู่กับมันได้แบบไม่เครียด เราเคยขึ้นมาแล้ว ลงมาแล้ว เห็นอะไรมาเยอะ ก็จะไม่ตื่นเต้นตกใจกับอะไร ชีวิตมันก็มีขึ้นมีลง เอาแค่ทำงานให้ดีที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลงานนั่นแหละ จะเป็นเครื่องพิสูจน์สำหรับทุกสิ่งอย่าง

เป็นตัวของตัวเองสูงขนาดนี้ ได้แรงบันดาลใจในการทำงานมาจากไหน ?

ส่วนใหญ่ก็จะได้จากการเดินทาง ชีวิตจะอยู่กับสนามบินเยอะมาก แล้วก็ใช้โซเชี่ยลมีเดีย พาเราเข้าถึงวิถีชีวิตของผู้คนอื่นๆ ได้ทุกที่ มันไม่ได้มีลิมิตว่าจะต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ถึงจะส่งผลต่อแนวคิดของเรา ไม่สามารถ fix ได้แบบชัดๆ หรอก ทุกอย่างมันล้วนมีการสอดแทรกผสมผสาน

สิ่งที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ในชีวิต

ที่จับต้องได้ ก็จะมี “แหวน” เซ็ทนี้ใส่มาเป็นสิบปีแล้วมั้ง ตั้งแต่เปิดแบรนด์ Missile ส่วนที่จับต้องไม่ได้ก็จะมีเรื่องผลงานของ “หว่องกาไว” ชอบวิธีการเล่าเรื่องที่มีความโรแมนติกเล็กๆ อยู่ ส่วนเรื่องที่ตัดไม่ขาดเลยคือ “ปารีส” จะต้องมีเรื่องอะไรที่ทำให้ได้ไปเรื่อยๆ เพราะเคยไปเรียนที่นั่นมาด้วย ตอนแรกเกลียดมาก เพราะรู้สึกว่ามันดัดจริต มัน pretentious แต่ในความเป็นจริง พอเราเกลียดอะไร มักจะได้สิ่งนั้น พอไปสัมผัสแล้วก็มันก็มีข้อดีข้อเสียเหมือนทุกเมือง ข้อดีคือในแวดวงศิลปะและการออกแบบ มันจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เราก็จะ enjoy กับมันมาก...ตอนที่อยู่ตรงนั้น เราได้ใช้เวลากับตัวเองค่อนข้างเยอะ เพราะอยู่เมืองไทย ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับอาจจะเยอะเกินไป มีทั้งความสุขมาก ความลำบากมาก ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง แล้วมันก็ส่งผลต่อวิธีการคิดหรือการเรียบเรียงแนวคิด อย่างเวลาออกแบบก็จะต้องนึกถึงว่า นอกจากสาวไทย หนุ่มไทยจะใส่ได้แล้ว บางชิ้นสามารถไปอยู่ตรงนั้นได้มั้ย หรือไปผสมผสานกับวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของฝั่งยุโรปได้หรือเปล่า เพราะถ้าเรายึดติดอยู่ในกรอบเดิมๆ มันจะไปได้ไม่ไกลตามที่ตั้งใจไว้

ก่อนลา...

ไม่ต้องรู้จัก WISHARAWISH ก็ได้ แต่ขอให้ทุกคนลองใช้ของที่เป็น Local ผสมผสานกับอะไรที่เป็นอินเตอร์ก็ได้ มันน่าสนุกดี แล้วมันจะช่วยซัพพอร์ท Local ให้อยู่ได้ไม่มากก็น้อย 5 10% ก็ยังดี เพราะว่าถ้าฐานเราอยู่ไม่ได้แล้ว มันจะหายไป เราช่วยทั้งหมดไม่ได้หรอก แต่เราน่าจะช่วยเท่าที่ช่วยได้แค่นั้นเอง...

ภาพคอลเลคชั่นบางส่วนของ WISHARAWISH และแฟชั่นโชว์ฉบับเต็มจาก Amazon Fashion Week TOKYO 2019

#specialinterview #WISHARAWISH

YOUR WEEKLY DOSE OF CHEEZE-LOOKER

What you love. We serve. Enter your email for weekly news Subscribe

or

Newsletters

Contacts

©2017 CHEEZE-LOOKER.COM

Scroll